แผ่นดินทอง – เสด็จตรวจราชการมณฑลอีสาน มณฑลอุดร

นิทานที่ ๑๖  เรื่องลานช้าง

ทางที่ไป

         ฉันออกจากกรุงเทพฯเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม  ไปด้วยรถไฟพิเศษจนถึงนครราชสีมา  ออกจากเมืองนครราชสีมาไปมณฑลอุดร  ขี่ม้าไป ๑๔ วันถึงเมืองหนองคาย  ครั้งนั้นรัฐบาลฝรั่งเศสมีแก่ใจจัดเรือไฟชื่อ ลาเครนเดีย อันเป็นพาหนะสำหรับข้าหลวงลำหนึ่ง  กับเรือไฟสำหรับบรรทุกของลำหนึ่งส่งมาให้ฉันใช้ทางลำแม่น้ำโขง  จึงลงเรือไฟมาจากเมืองหนองคายระยะทาง ๔ วันถึงเมืองนครพนม  ขึ้นเดินบก ขี่ม้าจากเมืองนครพนมทาง ๓ วันถึงเมืองสกลนคร  จากเมืองสกลนครเดินบกวกกลับลงไป ๓ วันถึงพระธาตุพนมที่ริมแม่น้ำโขง  ลงเรือยาวพายล่องจากพระธาตุพนมทาง ๒ วันถึงเมืองมุกดาหาร  

         ขึ้นเดินบกแต่เมืองมุกดาหารเข้ามณฑลอีสาน  ทาง ๕ วันถึงเมืองยโสธร  เวลานั้นข้าหลวงปันเขตแดนไทยกับฝรั่งเศสกำลังประชุมกันอยู่ที่เมืองอุบล  ฉันจึงไม่ไปเฝ้ากรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์  เป็นแต่ได้สนทนากันด้วยโทรศัพท์  ออกจากเมืองยโสธรเดินบกไปเมืองเสลภูมิ เมืองร้อยเอ็ด  แล้วผ่านเมืองมหาสารคามมาในเขตมณฑลอีสานทาง ๗ วันถึงเมืองผไทสง ปลายเขตมณฑลนครราชสีมา  แต่นั้นมาทาง ๓ วันถึงเมืองพิมาย  

         ได้รับสารตรากระทรวงมหาดไทย  ว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาตรัสห้ามมิให้เข้าไปพักที่เมืองนครราชสีมา  ด้วยเป็นเวลามีกาฬโรค  ออกจากเมืองพิมายเดินทาง ๒ วันมาถึงบ้านท่าช้าง ห่างเมืองนครราชสีมา ๔๕๐ เส้น  จึงพักแรมอยู่ที่นั้น  แล้วออกเดินทางแต่ดึก มาถึงสถานีรถไฟพอได้เวลาขึ้นรถไฟพิเศษกลับมาถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๙ นั้น  รวมเวลาที่ไปตรวจหัวเมืองครั้งนั้น ๓ เดือน หย่อน ๔ วัน

         ซึ่งสามารถไปได้นานวันถึงเพียงนั้น เพราะทางที่ไปเลียบสายโทรเลขไปโดยมาก  เป็นบุญคุณของอธิบดีกรมโทรเลขที่ให้พนักงานไปกับฉันด้วยพวกหนึ่ง  ถึงที่พักแรมเขาเอาเครื่องต่อเข้าสายโทรเลข  อาจจะพูดกับกรุงเทพฯได้ทุกวัน  ที่ออกห่างทางโทรเลขจะพูดกับกรุงเทพฯไม่ได้มีไม่กี่วัน  การคมนาคมกับกรุงเทพฯเมื่อไปครั้งนั้นจึงสะดวกเสียยิ่งกว่ามณฑลที่ใกล้ๆบางแห่ง เช่น มณฑลเพชรบูรณ์เป็นต้น

         ตอนไปในมณฑลอุดรสบฤดูหนาวเย็นสบายดี  บางทีถึงเย็นเกินต้องการ  เช่น เมื่อวันพักแรมที่ตำบลน้ำซวย แขวงจังหวัดหนองคาย ปรอทลงถึง ๓๘ ดีกรีฟาเรนไฮต์ ยังอีก ๖ ดีกรีก็จะถึงน้ำแข็ง  ฉันไม่เคยพบหนาวที่ไหนในเมืองไทยเหมือนวันนั้น  แต่มาสบฤดูร้อนเมื่อขากลับ ใกล้จะถึงมณฑลนครราชสีมา  ก็ร้อนจัดเหลือทนจนต้องเปลี่ยนเวลาเดินทาง  ออกเดินแต่ดึก ๔ นาฬิกา  มีคนถือคบแซงสองข้างทางไปจนรุ่งสว่าง  แล้วรีบไปให้ถึงที่พักแรมแต่ก่อน ๙ นาฬิกา  กินอาหารแล้วก็เที่ยวหาร่มเงาซุกซ่อนแสงแดดไปจนเวลาเย็น  จึงเดินเที่ยวเตร่ตรวจราชการต่างๆ  แต่เดินทางด้วยไม่ประมาท  ก็หามีใครที่ไปด้วยกันเจ็บไข้อย่างใดไม่  พรรณนาการเดินทางแล้ว  แต่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะสิ่งเฉพาะอย่างต่อไป 

วินิจฉัยชื่อเมืองนครราชสีมา

         เมืองนครราชสีมามีชื่อเป็น ๒ ชื่อ  แต่ก่อนมาคนทั้งหลายเรียกว่า “เมืองโคราช” ทั่วไป  เรียกว่า “เมืองนครราชสีมา” แต่ในทางราชการ  ถึงเดี๋ยวนี้ราษฎรก็ยังเรียกกันว่า “เมืองโคราช” เป็นพื้น  เหตุไฉนจึงมี ๒ ชื่อเช่นนั้น  

         ฉันเคยค้นเค้าเงื่อนแต่เมื่อขึ้นไปเมืองนครราชสีมาครั้งแรก  เวลานั้นไปรถไฟได้เพียงตำบลทับกวางในดงพระยาไฟแล้วต้องขี่ม้าต่อไป  เมื่อฉันไปพักแรมที่บ้านสูงเนิน เขาบอกว่าในอำเภอนั้นมีเมืองโบราณอยู่ ๒ เมือง  ฉันจึงให้เขาพาไปดู  เห็นเป็นเมืองย่อมๆไม่สู้ใหญ่โตนัก  แต่ก่อปราการด้วยศิลาและมีของโบราณอย่างอื่น  แสดงฝีมือว่าเป็นเมืองสร้างเมืองครั้งสมัยขอมทั้ง ๒ เมือง  เมืองหนึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายลำตะคลอง อันเป็นลำธารมาแต่เขาใหญ่  น้ำไหลไปตกลำน้ำมูล  อีกเมืองหนึ่งอยู่ทางฝั่งขวาลำตะคองไม่ห่างไกลกันนัก  

         เมืองทางฝั่งซ้ายเรียกชื่อว่า “เมืองเสมาร้าง”  เมืองทางฝั่งขวาเรียกชื่อว่า “เมืองเก่า”  สังเกตดูเครื่องหมายศาสนา  ดูเหมือนผู้สร้างเมืองเสมาร้างจะถือศาสนาพราหมณ์  ผู้สร้างเมืองเก่าจะถือพระพุทธศาสนา  ฉันยังจำได้ว่ามีพระนอนศิลาขนาดใหญ่อยู่ที่เมืองเก่าองค์หนึ่ง  ครั้นไปถึงเมืองนครราชสีมา เห็นลักษณะเป็นฝีมือไทยสร้างเมื่อภายหลัง ๒ เมืองที่กล่าวมาก่อน  รู้ได้ด้วยป้อมปราการล้วนก่อด้วยอิฐ และรื้อเอาแท่งศิลาจำหลักจากปราสาทหินครั้งขอมมาก่อแซมกับอิฐก็มีหลายแห่ง  

         เมื่อได้เห็นทั้ง ๓ เมืองดังว่ามา  ฉันคิดวินิจฉัยว่า “เสมาร้าง” น่าจะมีก่อนเพื่อน  เดิมเห็นจะเรียกว่า เมืองเสมา     เมื่อตั้ง “เมืองเก่า” เพราะเหตุอันใดอันหนึ่ง ทิ้งเมืองเสมาเป็นเมืองร้าง  คำว่า “ร้าง” จึงติดอยู่กับชื่อเมืองเสมา     เหตุใดจึงเรียกชื่ออีกเมืองหนึ่งว่า “เมืองเก่า” นั้นก็พอคิดเห็นได้  เพราะคำว่า “เก่า” เป็นคู่กับ “ใหม่”  ต้องมีเมืองใหม่จึงมีเมืองเก่า  แสดงความเมืองเดิมตั้งอยู่ที่ตำบลสูงเนิน  ครั้นสร้างเมืองนครราชสีมาเดี๋ยวนี้ขึ้น ย้ายมาอยู่เมืองใหม่แล้ว จึงเรียกเมืองเดิมว่า “เมืองเก่า”  แต่เมื่อเมืองยังตั้งอยู่ที่เมืองเก่าต้องมีชื่อเรียกเมืองนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง  เพราะจะเรียกว่า “เมืองเก่า” เมื่อยังไม่มี “เมืองใหม่” ไม่ได้

         ข้อนี้ฉันคิดเห็นว่าเมื่อสร้าง “เมืองเก่า” ในสมัยขอม พวกพราหมณ์คงเอาชื่อ “เมืองโคราฆะบุระ” ในมัชฌิมประเทศอันอยู่ข้างใต้ไม่ห่างกับเมืองกบิลพัสดุ์  ที่พระพุทธองค์เสด็จประทับเมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ มาขนาน  อย่างเดียวกับเมืองอื่นๆในอินเดียมาขนานในประเทศนี้มีอีกหลายเมือง เช่น เมืองอยุธยาและเมืองลพบุรีเป็นต้น  เมืองเก่านั้นเดิมคงเรียกว่า “เมืองโคราฆะบุระ” อันเป็นมูลของชื่อที่เรียกเพี้ยนมาว่า “เมืองโคราช”  ยังคิดเห็นต่อไปอีกว่า ชื่อที่เรียกเมืองใหม่ว่า “เมืองนครราชสีมา”    น่าจะเอาชื่อ “เมืองโคราฆะ” กับ “เมืองเสมา” มาผสมกันประดิษฐ์เป็นชื่อ “นครราชสีมา” ด้วย 

         ส่วนตัวเมืองนครราชสีมาเดี๋ยวนี้  ฉันพิจารณาดูลักษณะที่สร้าง กับทั้งขนาดและแผนผัง ทั้งรูปป้อมปราการ  ละม้ายเหมือนกับเมืองนครศรีธรรมราชมาก  เห็นว่าจะสร้างในสมัยเดียวกันทั้ง ๒ เมือง  แต่จะสร้างในรัชกาลไหนในกรุงศรีอยุธยา  ฉันนึกว่าได้เคยเห็นในหนังสือฝรั่งแต่งแต่โบราณเล่มหนึ่ง  ว่าสร้างในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  แต่เมื่อเขียนนิทานเรื่องนี้นึกชื่อหนังสือไม่ออกจึงไม่กล้ายืนยัน  กล่าวได้โดยมีหลักฐานแต่ว่าสร้างก่อน พ.ศ. ๒๒๒๕  เพราะในเรื่องพงศาวดารมีว่า  เมื่อสมเด็จพระนารายณ์สวรรคต  พระเพทราชาชิงได้ราชสมบัติ  เมืองนครราชสีมากับเมืองนครศรีธรรมราชตั้งแข็งเมือง  กองทัพในกรุงออกไปตีได้ด้วยยาก เพราะมีป้อมปราการทั้ง ๒ เมือง

ลานนกกะเรียน

         ในเขตจังหวัดนครราชสีมา  ตามทางไปมณฑลอุดรมีทุ่งใหญ่ๆหลายแห่ง ที่ทำไร่ทำนาไม่ได้เพราะเป็นที่ลุ่ม  เวลาฤดูแล้งดินแห้งแข็งกระด้างถากไถไม่ลง  ถึงฤดูฝนฝนตกดินอ่อนถ้าถากไถทำไร่นาพอปลูกพรรณไม้ขยายกอเกิดลำต้นยังไม่ทันออกพืชผล  ก็ถึงเวลาน้ำป่าไหลหลากลงมาขังในท้องทุ่งนั้น ท่วมพรรณไม้ตายหมด  เป็นอย่างนั้นทุกปี  จึงไม่มีใครไปทำไร่นา  มีแต่กอหญ้าที่ขึ้นเอง  แล้วถูกน้ำท่วมเหลือแต่ซากอยู่ในท้องทุ่ง  เขาบอกว่าถึงฤดูแล้งมีนกกะเรียนมาทำรังไข่กับแผ่นดินในทุ่งว่างนั้น ตั้งหมื่นตั้งแสน  พอจวนถึงฤดูฝน ลูกนกบินได้ก็พากันหายไปหมด  ถึงฤดูแล้งหน้าก็กลับมาทำรังอีกเสมอทุกปี  นกกะเรียนที่มีเลี้ยงกันตามบ้านในกรุงเทพฯ ล้วนดักเอาลูกนกไปจากทุ่งนั้นทั้งนั้น

        เมื่อฉันเดินทางจากเมืองนครราชสีมาไป ๒ วันถึงทุ่งมะค่า  ก็เห็นฝูงนกกะเรียนทำรังอยู่มากมายอย่างเขาว่า  พอมันเห็นคนหมู่ใหญ่ก็ตื่น พากันทิ้งรังบินหนีขึ้นไปร่อนอยู่เต็มท้องฟ้า  ดูจำนวนนับด้วยหมื่นไม่เคยเห็นที่ไหนเหมือน  ในเมืองไทยนี้นกกะเรียนก็ไม่มีชุม  เคยเห็นชินตาแต่ที่เขาจับเอามาเลี้ยงไว้  แต่นกกะเรียนเถื่อนไม่ใคร่จะได้เห็น  

         จึงพิศวงว่า ไฉนนกกะเรียนนับหมื่นจึงพร้อมใจกันมาทำรังในทุ่งมะค่า และมาเสมอทุกปี  พิเคราะห์ดูไปเข้าเค้าที่พวกนักปราชญ์ในยุโรปเขาสอบสวน  ได้ความว่ามีนกบางชนิดย้านที่ไปอยู่ต่างทวีป  ตามฤดูกาลเสมอทุกปี  ยกตัวอย่างดังเช่น นกสตอก(Stork)  รูปร่างคล้ายกับนกฝักบัวของไทย  เวลาฤดูร้อนชอบไปเที่ยวอาศัยทำรังออกลูกบนหลังคาเรือนคนในยุโรปข้างฝ่ายเหนือ  พอจะเข้าฤดูหนาวมันก็พากันบินหนีออกจากยุโรปไปอยู่ในทวีปแอฟริกา  จนถึงฤดูร้อนจึงกลับไปทำรังในยุโรปอีก  เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างนั้นเสมอทุกปี  ชะรอยนกกะเรียนที่มาทำรังในทุ่งมะค่าก็จะทำนองเดียวกัน  อาจจะเป็นนกกะเรียนที่แยกย้ายกันอยู่ตามประเทศต่างๆในทวีปเอเชียนี้  มันรู้กันด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง  ว่าที่ทุ่งมะค่าในเมืองไทยเหมาะแก่การทำรังออกลูกยิ่งกว่าที่อื่นๆ  ถึงฤดูทำรังก็มารวมกันทำรังที่ทุ่งมะค่า  จำนวนนกกะเรียนจึงมากนับหมื่นเพราะมาแต่หลายประเทศด้วยกัน  หาใช่นกกะเรียนในเมืองไทยเท่านั้นไม่

         นกพันธุ์อื่นที่มาอยู่ในเมืองไทยแต่บางฤดูก็ยังมีอีก  เช่น นกปากง่าม(Snipe) ก็มีแต่ในฤดูทำนา  เขาตรวจได้ความว่ามันทำรังออกลูกอยู่ในภาคไซบีเรียของประเทศรุสเซีย  ถึงฤดูจึงไปเที่ยวหากินตามประเทศอื่นๆในเวลาเมื่อประเทศนั้นๆมีอาหารบริบูรณ์  ถึงนกอีแอ่นที่ทำรังให้คนกินอยู่ตามเกาะในทะเล  พอลูกปินได้มันก็หายไปหมด  ไม่รู้ว่าไปไหน  จนถึงฤดูทำรังปีหน้าจึงกลับมาใหม่เสมอทุกปี  นิสัยสัตว์มันก็รู้จักโลกได้ดีตามประสาของมัน  เป็นแต่มนุษย์ไม่รู้ว่ามันบอกเล่านัดหมายกันอย่างไรเท่านั้น 

ไทยลานช้าง

         ฉันเดินบกไปจากเมืองนครราชสีมา ๕ วัน  เข้าเขตมณฑลอุดรที่เมืองชนบท  พอถึงเมืองชนบทก็เห็นชาวเมืองผิดกับเมืองนครราชสีมา  ทั้งเครื่องแต่งตัวและฟังสำเนียงพูดภาษาไทยแปร่งไปอีกอย่างหนึ่ง  ซึ่งชาวกรุงเทพฯสำคัญกันมาแต่ก่อนว่าเป็นลาว  แต่เดี๋ยวนี้รู้กันมากแล้วว่าเป็นไทยมิใช่ลาว  ถึงในราชการแต่ก่อนก็อ้างว่าหัวเมืองในมณฑลพายัพกับมณฑลอุดรและอีสานเป็นลาว  เรียกมณฑลพายัพว่า “ลาวพุงดำ” เพราะผู้ชายชอบสักมอมตั้งแต่พุงลงไปจนถึงเข่า  เรียกชาวมณฑลอุดรและอีสานว่า “ลาวพุงขาว” เพราะไม่ได้สักมอมอย่างนั้น  

         เมื่อจัดหัวเมืองชายพระราชอาณาเขตเป็นมณฑลในรัชกาลที่ ๕ ราว พ.ศ. ๒๔๓๓  แรกก็ขนานนามหัวเมืองลาวพุงดำว่า “มณฑลลาวเฉียง”  ขนานนามหัวเมืองลาวพุงขาวว่า “มณฑลลาวพวน” มณฑล ๑  “มณฑลลาวกาว” มณฑล ๑  เป็นเช่นนั้นมาจนถึงสมัยเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนแปลงลักษณะการปกครองพระราชอาณาเขตตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นต้นมา  ด้วยทรงพระราชปรารภว่า ลักษณะการปกครองแบบเดิมนิยมให้เป็นอย่าง ประเทศราชาธิราช(Empire)  อันมีเมืองคนต่างชาติต่างภาษาเป็นเมืองขึ้นอยู่ในพระราชอาณาเขต  จึงถือว่าเมืองชายพระราชอาณาเขต ๓ มณฑลนั้นเป็น “เมืองลาว”  และเรียกชาวเมืองซึ่งอันที่จริงเป็นชนชาติไทยว่าลาว  แต่ลักษณะการปกครองอย่างนั้นพ้นเวลาอันสมควรเสียแล้ว  ถ้าคงไว้กลับให้โทษแก่บ้านเมือง  

         จึงทรงพระราชดำริให้แก้ลักษณะการปกครอง  เปลี่ยนเป็นอย่าง พระราชอาณาเขต(Kingdom) ประเทศไทยรวมกัน  เลิกประเพณีที่มีเมืองประเทศราชถวายต้นไม้ทองเงิน  และให้เปลี่ยนนามมณฑลลาวเฉียงเป็น “มณฑลพายัพ”  เปลี่ยนนามมณฑลลาวพวนเป็น “มณพลอุดร”  และเปลี่ยนมณฑลลาวกาวเป็น “มณฑลอีสาน”  ตามทิศของพระราชอาณาเขต  ทั้งให้เลิกเรียกไทยชาวมณฑลทั้ง ๓ นั้นว่าลาวด้วย  แต่นั้นก็เรียกรวมกันว่า “ไทยเหนือ” แทนเรียกว่าลาว  ถ้าเรียกแยกกันก็เรียกตามชื่อมณฑลที่อยู่ว่า ชาวมณฑลพายัพ ชาวมณฑลอุดร ชาวมณฑลอีสาน  อย่างเช่นที่เรียกชาวมณฑลปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตกว่า “ชาวนคร” (นครศรีธรรมราช)(๑)

         ครั้นมาถึงสมัยเมื่อเลิกมณฑลเสียแล้ว  มีผู้รู้โบราณคดีคนหนึ่งแต่งหนังสือเอาชื่อแว่นแคว้นมณฑลพายัพแต่โบราณ  มาใช้เรียกชาวมณฑลพายัพว่า “ชาวลานนา”  ฉันเห็นชอบด้วย  จึงเอาอย่างมาเรียกชาวมณฑลอุดรและอีสานในนิทานนี้ว่า “ชาวลานช้าง” ตามชื่อแว่นแคว้น  อันเป็นคู่กันกับ “ลานนา” มาแต่ก่อน

         ไทยชาวลานช้าง  มีลัทธิธรรมเนียมที่ถือกันสืบมาแต่ดั้งเดิมหลายอย่าง  ท่านผู้รู้มีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์(อ้วน)เป็นต้น  ได้เขียนอธิบายลงพิมพ์ไว้แล้วหลายเรื่อง  ในนิทานนี้ฉันจะเล่าถึงลัทธิธรรมเนียมแต่บางอย่าง ที่ฉันได้เห็นเมื่อขึ้นไปครั้งนั้น

พิธีบายศรี

         ตั้งแต่เมืองชนบทไป  ฉันพักที่เมืองไหนพวกชาวเมืองก็มาทำพิธีบายศรีทำขวัญทุกเมือง  คือเอาของกินตั้งเรียงในพานซ้อนกันสองชั้นสามชั้น  ประดับประดาด้วยดอกไม้สดอย่างประณีตบรรจง  ขนาดของบายศรีใหญ่หรือเล็กตามฐานะของเมือง  พวกชาวเมืองเข้าขบวนกันแห่บายศรีมาทำขวัญ  เมืองใหญ่ก็มีขบวนแห่และเครื่องประโคมมาก่อน  ถ้าเป็นเมืองน้อยคนเชิญบายศรีก็นำหน้า  มีผู้เฒ่าสองสามคนนำราษฎรชายหญิงเดินตามบายศรีมาตั้งร้อย  ฉันนั่งรับที่มุขหน้าพลับพลา  เข้าเอาบายศรีมาตั้งที่ตรงหน้า  คนที่มาทำขวัญนั่งหลังบายศรีต่อออกไป  ถ้าที่นั่งบนพลับพลาไม่พอก็นั่งหลามลงไปถึงในสนามหน้าพลับพลา  

         เริ่มพิธีด้วยผู้เฒ่าเป็นหัวหน้าจุดธูปเทียนเครื่องสักการะ  แล้วว่าคำเชิญขวัญเป็นทำนอง  บางคนเสียงดีทำนองก็ไพเราะน่าฟัง  ตวามขึ้นต้นขอคุณพระศรีรัตนตรัยและขอพรเทวดา  แล้วประสิทธิพรให้แก่ฉันเป็นเอนกปริยาย  เมื่อจบแล้วผู้เฒ่าเอาด้ายคาดข้อมือฉัน  ที่บางแห่งเวลาคาดด้ายนั้น คนที่มาด้วยแตะต้องตัวกันต่อๆไปจนหมด  เป็นนัยว่าช่วยกันคาดด้ายทุกๆคน  ที่บางแห่งเมื่อทำขวัญแล้วยังมีการฟ้อนรำเป็นเครื่องมหรสพให้ดูด้วย  

         อันประเพณีบายศรีทำขวัญนี้ ดูเป็นประเพณีโบราณของชนชาติไทย มีด้วยกันทุกจำพวก  ชาวลานนาก็ทำเหมือนกับชาวลานช้าง  ไทยในราชธานีก็ยังมีพิธีทำขวัญ เป็นแต่ไม่แห่บายศรี  ดังเช่นทำขวัญเด็กก็ทำบายศรี มีของกินใส่ชามตกแต่งด้วยดอกไม้สด  เรียกว่า “บายศรีปากชาม” มีผู้เฒ่าว่าคำเชิญขวัญแล้วผูกด้ายคาดข้อมือให้เด็ก  เมื่อเด็กโกนจุกหรือจะบวช  ก็ทำขวัญด้วยมีบายศรีตองทำหลายชั้นคล้ายฉัตร  และมีคนว่าคำเชิญขวัญ  เป็นแต่เอาพิธีเวียนเทียนของพราหมณ์เพิ่มเข้า  พิธีหลวงสมโภชเจ้านายก็เอาพานแก้ว ทองเงิน ซ้อนกันเป็นบายศรีมีเครื่องกระยา  เป็นแต่เปลี่ยนไปให้พราหมณ์เวียนเทียนผูกด้ายคาดข้อพระหัตถ์  แต่หามีสวดเชิญขวัญไม่  ถึงกระนั้นก็เห็นเป็นเค้าได้ว่าพิธีบายศรีเป็นพิธีดั้งเดิมของชนชาติไทย  และไทยยังทำอยู่ทุกจำพวกจนบัดนี้ 

สมาคมไทยอย่างโบราณ

         เวลาฉันไปเที่ยวตามบ้านเรือนของราษฎร  ไถ่ถามถึงการทำมาหากินและประเพณีที่ปกครองบ้านเรือน  ได้ฟังคำพวกชาวบ้านในมณฑลอุดรอธิบายยิ่งรู้ยิ่งพิศวง  ด้วยเห็นว่าชนชาติไทยได้เคยถึงวัฒนธรรม(Civilization)มาแล้วหลายอย่างตั้งแต่ดึกดำบรรพ์

         จะพรรณนาถึงหมู่บ้านในตำบลซึ่งฉันได้ไปแห่งหนึ่งให้เห็นเป็นตัวอย่าง  แต่เรียกชื่อว่าหมู่บ้านอะไรลืมไปเสียแล้ว  อยู่ในระหว่างเมืองชนบทกับเมืองขอนแก่น  เป็นตำบลมีบ้านกว่า ๑๐๐ หลังคาเรือนด้วยกัน  ราษฎรในตำบลนั้น ครัวหนึ่งก็มีบ้านอยู่แห่งหนึ่ง  เรือนโรงในบ้านล้วนทำด้วยไม้มุงแฝก  มีรั้วล้อมรอบบริเวณบ้าน ลานบ้านตอนในรั้วทำสวนปลูกผักฝักแฟงที่กินเป็นอาหาร  กับคอกเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่  ลานบ้านนอกรั้วออกไปทำไร่ฝ้ายและสวนกล้วยสวนพลู  สวนปลูกต้นหม่อมสำหรับเลี้ยงไหม  กับคอกเลี้ยงวัวเลี้ยงควายต่อหมู่บ้านออกไปถึงทุ่งนา  พวกชาวบ้านต่างมีนาทำทุกครัวเรือน  และถือกันเป็นธรรมเนียมว่าใครทำงานได้ต้องทำงานทุกคน  ผู้ชายทำงานหนัก เช่น ทำนาและเลี้ยงปศุสัตว์  ทั้งทำการปลูกสร้าง  และแบกขนต่างๆ  ผู้หญิงทำงานเบาอยู่กับบ้าน เช่นทำสวนทำไร่ เลี้ยงไหม และไก่หมู  ตลอดจนปั่นฝ้ายชักไหมและทอผ้า  ทุกครัวเรือนสามารถหาอาหารและสิ่งของจำเป็นจะต้องใช้ในการเลี้ยงชีพได้ โดยกำลังลำพังตนเพียงพอไม่อัตคัต(๒)

         ฉันถามว่าสิ่งของที่ทำไม่ได้เอง เช่น มีดพร้าและไม้ขีดไฟเป็นต้น  หาได้ด้วยอย่างใด  เขาบอกว่าสัตว์ที่เขาเลี้ยง เช่น วัว ควาย ไก่ หมู ย่อมออกลูกมีเหลือใช้เสมอ  ถึงปีก็มีคนพวกค้าขายสัตว์ เช่น พวกที่ส่งหมูลงมาขายกรุงเทพฯเป็นต้น  ไปเที่ยวหาซื้อ  เขาขายสัตว์ที่เหลือใช้ได้เงินพอซื้อของที่ต้องการทุกอย่าง

         ส่วนการปกครองนั้น ใครเป็นพ่อบ้านก็ปกครองผู้คนในบ้านของตน  หมู่บ้านอันหนึ่งมีผผู้ใหญ่ที่คนนับถือเป็น “จ่าบ้าน” เป็นนายตำบลผู้คนในหมู่บ้านนั้น  และที่สุดมี “ตาแสง” เป็นนายตำบล  ซึ่งเจ้าเมืองเลือกคนในตำบลนั้นที่ผู้คนนับถือมากตั้งเป็นหัวหน้าคนหนึ่ง  เพราะฉะนั้นเมื่อตั้งพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่มีกำนันผู้ใหญ่บ้าน  จึงปรับเข้ากับวิธีการปกครองอย่างโบราณที่เป็นอยู่แล้วได้โดยง่าย  

         ว่าต่อไปถึงคดีธรรม  ก็มีวัดซึ่งราษฎรช่วยกันสร้าง  แล้วนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไปอยู่สั่งสอนศีลธรรมและวิชาความรู้แก่ชาวบ้าน  ให้สมบูรณ์ประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรมทุกตำบล  ลักษณะสมาคมของไทยแต่โบราณ  ถ้าว่าโดยย่อก็คือ  คนในตำบลนั้นมีที่อยู่ และมีที่ทำมาหากินพอกันไม่มีใครอดอยาก  แต่ใครทำงานได้ต้องทำงานทุกคนทั้งชายหญิง  ไม่มีคนสำรวยอยู่เปล่าหรือเที่ยวขอทานใครกิน  ทั้งตำบลไม่มีเศรษฐี และไม่มีคนจนเข็ญใจ  จึงมิใคร่มีใครเป็นโจรผู้ร้าย  เพราะอยู่เย็นเป็นสุขสบายด้วยกันหมด  จึงเห็นควรนับว่าถึงวัฒนธรรมอย่างสูง  ตามสมควรแก่ท้องถิ่นด้วยประการฉะนี้

         เมื่อคิดดูถึงความประสงค์ของฝรั่งพวกโซเซียลิสม์  ซึ่งเห็นว่าต้องเฉลี่ยทรัพย์และสิทธิต่างๆให้มนุษย์มีเสมอภาคกัน  จึงจะเป็นสุขนั้น  หากสำเร็จดังว่า  ก็จะเป็นอย่างเช่นชาวมณฑลอุดรนี่เอง  ถ้าจะอวดว่าสมาคมโซเซียลิสม์มีมาในเมใองไทยหลายร้อยปีแล้ว  ก็จะได้กระมัง

Cr.http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/07/K4576204/K4576204.html

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s